<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	
	>
<channel>
	<title>
	ความเห็นบน: สอนลูกให้เป็นควอนท์	</title>
	<atom:link href="https://mpirika.com/product/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://mpirika.com/product/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b5/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b9%2589%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b9%258c-%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b5</link>
	<description>Quality Creativity Wisdom</description>
	<lastBuildDate>Thu, 12 Mar 2026 04:46:23 +0000</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>
	<item>
		<title>
		โดย: mpirika_admin		</title>
		<link>https://mpirika.com/product/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b5/#comment-11426</link>

		<dc:creator><![CDATA[mpirika_admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 31 May 2025 22:32:13 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">https://mpirika.com/?post_type=product&#038;p=3432#comment-11426</guid>

					<description><![CDATA[เราจะเรียนคณิตศาสตร์กันไปทำไม... จริงๆ แล้ว หลักสูตรขั้นพื้นฐานของการศึกษาภาคบังคับควรจะมีวิชาที่ทำให้เรารู้ว่า &quot;แต่ละวิชาสามารถต่อยอดอะไรได้บ้าง&quot; 

สำหรับผม หนังสือ &quot;Math of Finance for High Schoolers&quot; เล่มนี้ ทำให้เราสามารถต่อจุดย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ &quot;ความรู้ทางคณิตศาสตร์&quot; ที่เราเรียนมาตั้งแต่มัธยม 
ทั้งเรื่องของค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความน่าจะเป็น การหาอัตราการเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงการสุ่ม... เข้ากับ &quot;ความเป็นควอนท์&quot; 

ผมชอบชื่อนี้นะ 

&quot;ควอนท์&quot; หรือ Quant มาจาก Quantitative หรือเชิงปริมาณ​ พอเอามารวมกับ Finance ก็กลายเป็น Quantitative Finance การเงินเชิงปริมาณ...  
ซึ่งถ้าให้เล่าถึงวิชานี้ก็ต้องบอกว่า เป็นส่วนสำคัญด่านแรกสำหรับใครที่อยากจะก้าวสู่การทำงานด้านการเงิน โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับแบบจำลองทางการเงิน ไปจนถึงการจัดการกับความเสี่ยง
ดังนั้นก่อนที่เราจะลงลึกไปกับ &quot;ตราสารหนี้หรือพันธบัตร หุ้น หรือออปชั่น&quot; เราเองก็ต้องรู้ว่าอาชีพไหนที่ต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคด้านการเงินที่เรากำลังอ่านอยู่ หลักๆ ก็คือ 

- ผู้พัฒนา และวิเคราะห์แบบจำลองสำหรับประเมินมูลค่าและความเสี่ยงของสินทรัพย์ด้านการเงิน
- ผู้จัดการความเสี่ยง 

แล้วคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่เราใช้มีอะไรบ้าง
(1) ค่าคาดหวัง : ค่าเฉลี่ยของผลลัพธ์” ที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว เมื่อเราทำสิ่งนั้นซ้ำๆ หลายครั้ง 
ยกตัวอย่างเช่น การทอยลูกเต๋า ซึ่งแต่ละหน้ามีโอกาสออกเท่ากัน หรือ 1/6 นั่นหมายถึง ยิ่งเราทอยลูกเต๋าซ้ำๆ ด้วยจำนวนครั้งที่มากพอ เราจะได้ค่าคาดหวัง (ค่าเฉลี่ย) ของแต้มที่ออกใกล้เคียงกับค่า 3.5 กลับด้านกัน

(2) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน : ค่าที่บอกถึง &quot;ข้อมูล/สิ่งที่มีอยู่นั้นกระจายออกจากค่าเฉลี่ยมากแค่ไหน...&quot; การนำมาใช้กับการลงทุน... สำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงมาก แปลว่า 
เขาต้องการการลงทุนที่มี &quot;ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานต่ำกว่า&quot; คนที่รับความเสี่ยงสูงได้ เราเรียกส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอีกอย่างว่า &quot;ค่าความผันผวน&quot; นั่นเอง

(3) ค่าสหสัมพันธ์ : ค่าที่บ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนที่มีมากกว่าหนึ่งตัวในพอร์ตการลงทุน เช่น เราลงทุนในหุ้น A และหุ้น B หากหุ้นทั้งสองตัวมีค่าสหสัมพันธ์ หรือ Correlation สูง แปลผลได้ว่า 
เมื่อหุ้น A ปรับตัวในทิศทางใดก็แล้วแต่ หุ้น B ก็จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับคนที่ต้องการการกระจายตัวที่ดีในการลงทุน ก็มักจะมองหาสินทรัพย์ที่มีค่าสหสัมพันธ์ไม่สูงมาก หรือไม่ไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด
หลังจากเรารู้... ทุกอย่างในเบื้องต้นแล้ว เราก็พร้อมสำหรับการต่อ &quot;ตัวต่อ&quot; ทั้งหมดแล้ว... ส่วนที่เหลือของหนังสือเล่มนี้ก็คือ &quot;การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ&quot; 

- พันธบัตร : เราลงทุนในพันธบัตรทั้งของรัฐบาล หรือเอกชน ก็เพื่อให้ได้ดอกเบี้ย สำหรับพันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูง อัตราดอกเบี้ยก็สูงขึ้นตาม 
แต่... เราก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับเงินต้นกลับไปเต็มจำนวนน้อยกว่าหุ้นกู้หรือพันธบัตรที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า

สำหรับการประเมินมูลค่านั้น เราจะใช้วิธีการหามูลค่าในอนาคตแล้วคิดลดกลับมาที่ปัจจุบัน พูดง่ายๆ ก็คือ &quot;ดูว่าเราจะได้รับเงินในอนาคตทั้งหมดเท่าไหร่ แล้วคิดกลับมาเป็นมูลค่าเงินในปัจจุบัน&quot;

- หุ้น : เราลงทุนในหุ้นก็เพราะว่าเราอยากได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้ นั่นคือ &quot;ความคาดหวังของเรา&quot; 
แต่... การคำนวณหาผลตอบแทนที่จะเป็นไปได้ก็ขึ้นอยู่กับ &quot;ค่าคาดหวัง&quot; ที่ถ่วงน้ำหนักด้วยความน่าจะเป็น ซึ่งในระยะยาวแล้ว ส่วนใหญ่หุ้นจะมีการลู่เข้าหาค่าเฉลี่ย...

- การลงทุนเป็นพอร์ตรวมหลายสินทรัพย์ : ส่วนนี้เป็นการนำเอาแนวคิดค่าสหสัมพันธ์มาผนวกรวมกัน เพื่อให้เราสามารถประเมินค่าคาดหวัง และส่วนอื่นๆ ได้ตามที่เราออกแบบพอร์ตของเรา

- ออปชั่น : ไฮไลท์ของเล่มนี้เลย สำหรับผมนะครับ เพราะว่าออปชั่นคือ &quot;สัญญา” ที่ให้สิทธิในการ “ซื้อ” หรือ “ขาย” หุ้นในราคาที่กำหนด แล้วการคำนวณมูลค่าของออปชั่นจะทำอย่างไร 
อยากให้ใครที่สนใจลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน... เลยครับ

*** ความรู้สึกหลังอ่าน ***
ชอบมาก... หนังสือเล่มนี้อธิบายการทำงานด้านการเงินได้ดีและเข้าใจได้ไม่ยาก ทำให้นักเรียนมัธยมมองเห็นภาพว่า &quot;เราเรียนคณิตศาสตร์ไปทำไม&quot; 
และเราสามารถต่อยอดกับงานด้านการเงินได้อย่างไร เพราะคณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่การหาคำตอบที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว 
แต่... เรายังนำคณิตศาสตร์ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานการด้านเงินได้ด้วย

Credit: เพจลาไปอ่านหนังสือ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เราจะเรียนคณิตศาสตร์กันไปทำไม&#8230; จริงๆ แล้ว หลักสูตรขั้นพื้นฐานของการศึกษาภาคบังคับควรจะมีวิชาที่ทำให้เรารู้ว่า &#8220;แต่ละวิชาสามารถต่อยอดอะไรได้บ้าง&#8221; </p>
<p>สำหรับผม หนังสือ &#8220;Math of Finance for High Schoolers&#8221; เล่มนี้ ทำให้เราสามารถต่อจุดย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ &#8220;ความรู้ทางคณิตศาสตร์&#8221; ที่เราเรียนมาตั้งแต่มัธยม<br />
ทั้งเรื่องของค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความน่าจะเป็น การหาอัตราการเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงการสุ่ม&#8230; เข้ากับ &#8220;ความเป็นควอนท์&#8221; </p>
<p>ผมชอบชื่อนี้นะ </p>
<p>&#8220;ควอนท์&#8221; หรือ Quant มาจาก Quantitative หรือเชิงปริมาณ​ พอเอามารวมกับ Finance ก็กลายเป็น Quantitative Finance การเงินเชิงปริมาณ&#8230;<br />
ซึ่งถ้าให้เล่าถึงวิชานี้ก็ต้องบอกว่า เป็นส่วนสำคัญด่านแรกสำหรับใครที่อยากจะก้าวสู่การทำงานด้านการเงิน โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับแบบจำลองทางการเงิน ไปจนถึงการจัดการกับความเสี่ยง<br />
ดังนั้นก่อนที่เราจะลงลึกไปกับ &#8220;ตราสารหนี้หรือพันธบัตร หุ้น หรือออปชั่น&#8221; เราเองก็ต้องรู้ว่าอาชีพไหนที่ต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคด้านการเงินที่เรากำลังอ่านอยู่ หลักๆ ก็คือ </p>
<p>&#8211; ผู้พัฒนา และวิเคราะห์แบบจำลองสำหรับประเมินมูลค่าและความเสี่ยงของสินทรัพย์ด้านการเงิน<br />
&#8211; ผู้จัดการความเสี่ยง </p>
<p>แล้วคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่เราใช้มีอะไรบ้าง<br />
(1) ค่าคาดหวัง : ค่าเฉลี่ยของผลลัพธ์” ที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว เมื่อเราทำสิ่งนั้นซ้ำๆ หลายครั้ง<br />
ยกตัวอย่างเช่น การทอยลูกเต๋า ซึ่งแต่ละหน้ามีโอกาสออกเท่ากัน หรือ 1/6 นั่นหมายถึง ยิ่งเราทอยลูกเต๋าซ้ำๆ ด้วยจำนวนครั้งที่มากพอ เราจะได้ค่าคาดหวัง (ค่าเฉลี่ย) ของแต้มที่ออกใกล้เคียงกับค่า 3.5 กลับด้านกัน</p>
<p>(2) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน : ค่าที่บอกถึง &#8220;ข้อมูล/สิ่งที่มีอยู่นั้นกระจายออกจากค่าเฉลี่ยมากแค่ไหน&#8230;&#8221; การนำมาใช้กับการลงทุน&#8230; สำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงมาก แปลว่า<br />
เขาต้องการการลงทุนที่มี &#8220;ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานต่ำกว่า&#8221; คนที่รับความเสี่ยงสูงได้ เราเรียกส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอีกอย่างว่า &#8220;ค่าความผันผวน&#8221; นั่นเอง</p>
<p>(3) ค่าสหสัมพันธ์ : ค่าที่บ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนที่มีมากกว่าหนึ่งตัวในพอร์ตการลงทุน เช่น เราลงทุนในหุ้น A และหุ้น B หากหุ้นทั้งสองตัวมีค่าสหสัมพันธ์ หรือ Correlation สูง แปลผลได้ว่า<br />
เมื่อหุ้น A ปรับตัวในทิศทางใดก็แล้วแต่ หุ้น B ก็จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับคนที่ต้องการการกระจายตัวที่ดีในการลงทุน ก็มักจะมองหาสินทรัพย์ที่มีค่าสหสัมพันธ์ไม่สูงมาก หรือไม่ไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด<br />
หลังจากเรารู้&#8230; ทุกอย่างในเบื้องต้นแล้ว เราก็พร้อมสำหรับการต่อ &#8220;ตัวต่อ&#8221; ทั้งหมดแล้ว&#8230; ส่วนที่เหลือของหนังสือเล่มนี้ก็คือ &#8220;การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ&#8221; </p>
<p>&#8211; พันธบัตร : เราลงทุนในพันธบัตรทั้งของรัฐบาล หรือเอกชน ก็เพื่อให้ได้ดอกเบี้ย สำหรับพันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูง อัตราดอกเบี้ยก็สูงขึ้นตาม<br />
แต่&#8230; เราก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับเงินต้นกลับไปเต็มจำนวนน้อยกว่าหุ้นกู้หรือพันธบัตรที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า</p>
<p>สำหรับการประเมินมูลค่านั้น เราจะใช้วิธีการหามูลค่าในอนาคตแล้วคิดลดกลับมาที่ปัจจุบัน พูดง่ายๆ ก็คือ &#8220;ดูว่าเราจะได้รับเงินในอนาคตทั้งหมดเท่าไหร่ แล้วคิดกลับมาเป็นมูลค่าเงินในปัจจุบัน&#8221;</p>
<p>&#8211; หุ้น : เราลงทุนในหุ้นก็เพราะว่าเราอยากได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้ นั่นคือ &#8220;ความคาดหวังของเรา&#8221;<br />
แต่&#8230; การคำนวณหาผลตอบแทนที่จะเป็นไปได้ก็ขึ้นอยู่กับ &#8220;ค่าคาดหวัง&#8221; ที่ถ่วงน้ำหนักด้วยความน่าจะเป็น ซึ่งในระยะยาวแล้ว ส่วนใหญ่หุ้นจะมีการลู่เข้าหาค่าเฉลี่ย&#8230;</p>
<p>&#8211; การลงทุนเป็นพอร์ตรวมหลายสินทรัพย์ : ส่วนนี้เป็นการนำเอาแนวคิดค่าสหสัมพันธ์มาผนวกรวมกัน เพื่อให้เราสามารถประเมินค่าคาดหวัง และส่วนอื่นๆ ได้ตามที่เราออกแบบพอร์ตของเรา</p>
<p>&#8211; ออปชั่น : ไฮไลท์ของเล่มนี้เลย สำหรับผมนะครับ เพราะว่าออปชั่นคือ &#8220;สัญญา” ที่ให้สิทธิในการ “ซื้อ” หรือ “ขาย” หุ้นในราคาที่กำหนด แล้วการคำนวณมูลค่าของออปชั่นจะทำอย่างไร<br />
อยากให้ใครที่สนใจลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน&#8230; เลยครับ</p>
<p>*** ความรู้สึกหลังอ่าน ***<br />
ชอบมาก&#8230; หนังสือเล่มนี้อธิบายการทำงานด้านการเงินได้ดีและเข้าใจได้ไม่ยาก ทำให้นักเรียนมัธยมมองเห็นภาพว่า &#8220;เราเรียนคณิตศาสตร์ไปทำไม&#8221;<br />
และเราสามารถต่อยอดกับงานด้านการเงินได้อย่างไร เพราะคณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่การหาคำตอบที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว<br />
แต่&#8230; เรายังนำคณิตศาสตร์ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานการด้านเงินได้ด้วย</p>
<p>Credit: เพจลาไปอ่านหนังสือ</p>
]]></content:encoded>
		
			</item>
		<item>
		<title>
		โดย: mpirika_admin		</title>
		<link>https://mpirika.com/product/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b5/#comment-11425</link>

		<dc:creator><![CDATA[mpirika_admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 31 May 2025 22:24:11 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">https://mpirika.com/?post_type=product&#038;p=3432#comment-11425</guid>

					<description><![CDATA[สอนลูกให้เป็นควอนท์(Math of Finance for High Schoolers)-Paul Wilmott   
เล่มนี้จะมีคำตอบว่า เราจะใช้คณิตศาสตร์ไปเชื่อมโยงกับการลงทุนได้อย่างไร และควอนท์(Quant)  หรือ Quantitative ในแง่มุมของการเงินคืออะไร
ในแง่มุมของการวิเคราะห์การลงทุนที่เราได้ยิน

-สาย Fundamental Analysis-----&gt;มุ่งหาคำตอบว่า ผลประกอบการในอนาคตจะเป็นยังไง อาจรวมไปถึง Macro View
-สาย Technical Analysis------&gt;  ใช้ข้อมูลจากราคาและปริมาณการซื้อขายในอดีต(กราฟ)เพื่อคาดการณ์  มีความเชื่อว่าทุกอย่างได้สะท้อนบนกราฟไปหมดแล้ว อาจรวมไปถึงจิตวิทยาบนหน้ากราฟ
-สาย Quantitative Analysis----&gt; การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์  ความน่าจะเป็นสำหรับราคา (หลักคิดอาจมีความคล้ายคลึงกับการสร้าง Indicator ของ Technical Analysis อยู่บ้าง)
เนื้อหา มีการปูพื้นฐานตั้งแต่ศัพท์ทางการเงิน  สายงานอาชีพที่เกี่ยวข้อง  คณิตศาสตร์พื้นฐานที่จำเป็น (ส่วนตัวมองว่าไม่ยากจนเกินไปนัก  ความรู้ระดับมัธยมปลายเอาอยู่  แต่อาจจะต้องแตกฉานเรื่องสถิติและความน่าจะเป็นพอสมควร )  
เนื้อหาไม่ได้ลงลึกไปถึง stochastic calculus, Black-Scholes model หรือ Monte Carlo simulation  เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากทำความรู้จักควอนท์
มีการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์อย่างง่ายของแต่ละสินทรัพย์

-ตราสารหนี้----&gt; ความสัมพันธ์ของการคิดลด,ดอกเบี้ย,มูลค่าในอนาคต เพื่อคำนวณ มูลค่าปัจจุบัน 
-หุ้น----&gt;การสร้างแบบจำลองอย่างง่าย 
        1.สร้างสมการโดยใช้ (Binomial Model)
        2.หาค่าความหวัง  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากแบบจำลอง
        3.ทดสอบแบบจำลอง
        4.นำผลการทดสอบแบบจำลองจากข้อ 3 เพื่อหาความน่าจะเป็น  โอกาสที่จะเกิดผลลัพธ์แบบต่างๆ 
        -การใช้   Sharp ratio เพื่อเปรียบเทียบการลงทุน

-พอร์ตโฟลิโอ------&gt;การสร้างแบบจำลองอย่างง่าย
      -เมื่อเราถือหุ้น 1ตัว และ พันธบัตร(สินทรัพย์ปราศจากความเสี่ยง) 1 ตัว
      -เมื่อเราถือหุ้น 2ตัว แบบไม่มีพันธบัตร
      -เมื่อเราถือหุ้นหลายตัว แบบไม่มีพันธบัตร
      -เมื่อเราถือหุ้นหลายตัว แบบพันธบัตรการสร้างแบบจำลองนี้เพื่อนำไปสู่คำตอบของการกระจายความเสี่ยงในแบบต่างๆ

-ออปชั่น------&gt;การสร้างแบบจำลองอย่างง่าย (Binomial Model)ของ Call หรือ Put Option ,
การหาความน่าจะเป็นที่เป็นกลางต่อความเสี่ยง  เพื่อนำไปสู่การหามูลค่าทฤษฎีของออปชั่น และผลตอบแทนที่คาดหวัง

         ***หากไม่มีพื้นฐานเรื่องออปชั่นมาก่อนมีโอกาสเมาหมัดในหัวข้อนี้  แต่ส่วนตัวมองว่าผู้เขียนได้ใช้การยกตัวอย่างที่ค่อนข้างดี  ทำให้ลดความสับสนลงไปได้เยอะ***
        -ความสัมพันธ์ระหว่าง Call-Put Options และสินทรัพย์เสี่ยง 
     พุท = คอล-หุ้น+ราคาใช้สิทธิในรูปเงินสด

 -ภาคผนวก มีการกล่าวถึงคณิตศาสตร์ที่จำเป็นเพิ่มเติมเพื่อสามารถนำไปต่อยอดได้           
        ส่วนตัวชอบเล่มนี้  มองว่าหนังสือสาย Quant ในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีคนทำออกมามากนัก  และในอนาคตไม่ว่าจะเป็นเทรดเดอร์ นักลงทุน 
หรือทำงานในสายงานการลงทุน คงหนีไม่พ้นที่จะต้องทำความรู้จัก Quant อยู่ดี เพราะ Quant คือพื้นฐานเพื่อปูทางไปสู่การเขียน AI ในอนาคตอีกด้วย 

P.S. ต้องขอบคุณ Jacob Bernoulli  ที่ค้นพบค่า e(exponential constant)  
ตอนที่กำลังศึกษาเรื่องดอกเบี้ยทบต้นแบบต่อเนื่อง [ lim (x+1/x)^x เมื่อ x เข้าใกล้ Infinity ]  มิเช่นนั้น อาจจะไม่มี Euler&#039;s formula

Credit: K. Note Attapol]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สอนลูกให้เป็นควอนท์(Math of Finance for High Schoolers)-Paul Wilmott<br />
เล่มนี้จะมีคำตอบว่า เราจะใช้คณิตศาสตร์ไปเชื่อมโยงกับการลงทุนได้อย่างไร และควอนท์(Quant)  หรือ Quantitative ในแง่มุมของการเงินคืออะไร<br />
ในแง่มุมของการวิเคราะห์การลงทุนที่เราได้ยิน</p>
<p>-สาย Fundamental Analysis&#8212;&#8211;>มุ่งหาคำตอบว่า ผลประกอบการในอนาคตจะเป็นยังไง อาจรวมไปถึง Macro View<br />
-สาย Technical Analysis&#8212;&#8212;>  ใช้ข้อมูลจากราคาและปริมาณการซื้อขายในอดีต(กราฟ)เพื่อคาดการณ์  มีความเชื่อว่าทุกอย่างได้สะท้อนบนกราฟไปหมดแล้ว อาจรวมไปถึงจิตวิทยาบนหน้ากราฟ<br />
-สาย Quantitative Analysis&#8212;-> การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์  ความน่าจะเป็นสำหรับราคา (หลักคิดอาจมีความคล้ายคลึงกับการสร้าง Indicator ของ Technical Analysis อยู่บ้าง)<br />
เนื้อหา มีการปูพื้นฐานตั้งแต่ศัพท์ทางการเงิน  สายงานอาชีพที่เกี่ยวข้อง  คณิตศาสตร์พื้นฐานที่จำเป็น (ส่วนตัวมองว่าไม่ยากจนเกินไปนัก  ความรู้ระดับมัธยมปลายเอาอยู่  แต่อาจจะต้องแตกฉานเรื่องสถิติและความน่าจะเป็นพอสมควร )<br />
เนื้อหาไม่ได้ลงลึกไปถึง stochastic calculus, Black-Scholes model หรือ Monte Carlo simulation  เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากทำความรู้จักควอนท์<br />
มีการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์อย่างง่ายของแต่ละสินทรัพย์</p>
<p>-ตราสารหนี้&#8212;-> ความสัมพันธ์ของการคิดลด,ดอกเบี้ย,มูลค่าในอนาคต เพื่อคำนวณ มูลค่าปัจจุบัน<br />
-หุ้น&#8212;->การสร้างแบบจำลองอย่างง่าย<br />
        1.สร้างสมการโดยใช้ (Binomial Model)<br />
        2.หาค่าความหวัง  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากแบบจำลอง<br />
        3.ทดสอบแบบจำลอง<br />
        4.นำผลการทดสอบแบบจำลองจากข้อ 3 เพื่อหาความน่าจะเป็น  โอกาสที่จะเกิดผลลัพธ์แบบต่างๆ<br />
        -การใช้   Sharp ratio เพื่อเปรียบเทียบการลงทุน</p>
<p>-พอร์ตโฟลิโอ&#8212;&#8212;>การสร้างแบบจำลองอย่างง่าย<br />
      -เมื่อเราถือหุ้น 1ตัว และ พันธบัตร(สินทรัพย์ปราศจากความเสี่ยง) 1 ตัว<br />
      -เมื่อเราถือหุ้น 2ตัว แบบไม่มีพันธบัตร<br />
      -เมื่อเราถือหุ้นหลายตัว แบบไม่มีพันธบัตร<br />
      -เมื่อเราถือหุ้นหลายตัว แบบพันธบัตรการสร้างแบบจำลองนี้เพื่อนำไปสู่คำตอบของการกระจายความเสี่ยงในแบบต่างๆ</p>
<p>-ออปชั่น&#8212;&#8212;>การสร้างแบบจำลองอย่างง่าย (Binomial Model)ของ Call หรือ Put Option ,<br />
การหาความน่าจะเป็นที่เป็นกลางต่อความเสี่ยง  เพื่อนำไปสู่การหามูลค่าทฤษฎีของออปชั่น และผลตอบแทนที่คาดหวัง</p>
<p>         ***หากไม่มีพื้นฐานเรื่องออปชั่นมาก่อนมีโอกาสเมาหมัดในหัวข้อนี้  แต่ส่วนตัวมองว่าผู้เขียนได้ใช้การยกตัวอย่างที่ค่อนข้างดี  ทำให้ลดความสับสนลงไปได้เยอะ***<br />
        -ความสัมพันธ์ระหว่าง Call-Put Options และสินทรัพย์เสี่ยง<br />
     พุท = คอล-หุ้น+ราคาใช้สิทธิในรูปเงินสด</p>
<p> -ภาคผนวก มีการกล่าวถึงคณิตศาสตร์ที่จำเป็นเพิ่มเติมเพื่อสามารถนำไปต่อยอดได้<br />
        ส่วนตัวชอบเล่มนี้  มองว่าหนังสือสาย Quant ในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีคนทำออกมามากนัก  และในอนาคตไม่ว่าจะเป็นเทรดเดอร์ นักลงทุน<br />
หรือทำงานในสายงานการลงทุน คงหนีไม่พ้นที่จะต้องทำความรู้จัก Quant อยู่ดี เพราะ Quant คือพื้นฐานเพื่อปูทางไปสู่การเขียน AI ในอนาคตอีกด้วย </p>
<p>P.S. ต้องขอบคุณ Jacob Bernoulli  ที่ค้นพบค่า e(exponential constant)<br />
ตอนที่กำลังศึกษาเรื่องดอกเบี้ยทบต้นแบบต่อเนื่อง [ lim (x+1/x)^x เมื่อ x เข้าใกล้ Infinity ]  มิเช่นนั้น อาจจะไม่มี Euler&#8217;s formula</p>
<p>Credit: K. Note Attapol</p>
]]></content:encoded>
		
			</item>
	</channel>
</rss>
