<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	
	>
<channel>
	<title>
	ความเห็นบน: วิกฤตปี 2008 และความหมายที่ซ่อนอยู่: ระเบียบใหม่โลกการเงิน	</title>
	<atom:link href="https://mpirika.com/product/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2008-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://mpirika.com/product/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2008-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5-2008-%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588</link>
	<description>Quality Creativity Wisdom</description>
	<lastBuildDate>Wed, 17 Jun 2026 07:37:52 +0000</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>
	<item>
		<title>
		โดย: mpirika_admin		</title>
		<link>https://mpirika.com/product/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2008-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comment-12834</link>

		<dc:creator><![CDATA[mpirika_admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 02 May 2026 23:37:09 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">https://mpirika.com/?post_type=product&#038;p=3974#comment-12834</guid>

					<description><![CDATA[&lt;strong&gt;แนวคิดหลักของหนังสือ “The New Paradigm for Financial Markets” (2008)&lt;/strong&gt;
ฉบับย่อยให้แล้ว (อ่าน4นาที)

Soros บอกว่าเรากำลังเผชิญวิกฤตการเงินที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1930s วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่ “อีกหนึ่งวิกฤต” ในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา 
แต่เป็นจุดจบของยุคสมัยหนึ่ง — ยุคของการขยายเครดิตอย่างมหาศาลที่อาศัยเงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรองของโลก
แนวคิดเก่า ที่ครอบงำระบบการเงินโลกมานาน คือ ทฤษฎีสมดุล (equilibrium) ความเชื่อว่าตลาดการเงินมีแนวโน้มที่จะมุ่งสู่จุดสมดุลโดยธรรมชาติ 
ผู้เข้าร่วมตลาดมีข้อมูลสมบูรณ์ และราคาจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงเสมอ 
.

ความเชื่อนี้ (ซึ่ง Soros เรียกว่า market fundamentalism หรือ laissez-faire แบบสมัยใหม่) เป็นพื้นฐานของการปล่อยให้ตลาด “ทำอะไรก็ได้” 
และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความยุ่งเหยิงครั้งนี้
แต่ Soros เสนอ paradigm ใหม่ — ทฤษฎี reflexivity (การสะท้อนกลับสองทาง) แล้ว Reflexivity คืออะไร?
มนุษย์เราไม่ได้เป็นผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง เรามีสองหน้าที่ที่ทำงานพร้อมกันและรบกวนกัน:

1) Cognitive function — พยายามเข้าใจความจริง
2) Manipulative function — พยายามเปลี่ยนแปลงความจริงให้เป็นไปตามที่ต้องการ

สองสิ่งนี้เชื่อมโยงกันแบบสองทาง (reflexive) ความคิดของเราส่งผลต่อความจริง และความจริงที่เปลี่ยนไปก็ส่งผลย้อนกลับมาที่ความคิดของเรา 
ทำให้เกิด ความไม่แน่นอน (indeterminacy) และ fallibility (ความผิดพลาดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้) ในสังคมและตลาด
ในตลาดการเงิน ความเชื่อนี้ชัดเจนที่สุด:

ราคาไม่ได้สะท้อน “มูลค่าที่แท้จริง” แต่ราคาและความเชื่อของผู้เข้าร่วมตลาดต่างก็เปลี่ยนแปลงกันและกันไปมา 
กระบวนการ Boom-Bust แบบ Reflexive

ทุก bubble ประกอบด้วยสองส่วนที่เสริมกัน:
แนวโน้ม (trend) — เช่น การขยายเครดิต
ความเข้าใจผิด (misconception) — เช่น ความเชื่อว่าตลาดจะสมดุลเสมอ
ตอนแรกมันเสริมกัน (self-reinforcing) ราคาขึ้น → ความเชื่อมั่นเพิ่ม → เครดิตขยายตัวมากขึ้น → ราคาขึ้นอีก
แต่สุดท้ายมันกลายเป็น self-defeating เพราะความจริงถูกบิดเบือนเกินไปจนไม่ยั่งยืน
.
.
Super-Bubble ของปี 2008
วิกฤตบ้าน subprime ที่เราเห็นในปี 2007-2008 ไม่ใช่แค่ bubble ธรรมดา แต่เป็นจุดแตกหักของ super-bubble ที่ยาวนานกว่า 25 ปี
แนวโน้มหลัก: การขยายเครดิตอย่างไม่เคยมีมาก่อน (บ้านราคาพุ่ง, securitization, CDO, CDS, leverage สูงลิ่ว)
ความเข้าใจผิดหลัก: Market fundamentalism — เชื่อว่าตลาดสามารถกำกับตัวเองได้ หน่วยงานกำกับดูแลถอยออกไป และนวัตกรรมการเงินใหม่ ๆ 
ถูกมองว่า “ลดความเสี่ยง” ได้ (ซึ่งจริง ๆ แล้วมันแพร่กระจายความเสี่ยงไปยังผู้ที่ไม่เข้าใจ)
วิกฤตก่อน ๆ (1987, 1998, 2000) กลับยิ่งเสริมความเชื่อผิดนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น (successful tests) จนกระทั่ง super-bubble นี้ถึงจุดที่ไม่ยั่งยืนอีกต่อไป
.
.
สรุป
ตลาดการเงินไม่ได้มุ่งสู่สมดุลตามธรรมชาติ มันเป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดของมนุษย์ ซึ่งมีผลต่อความเป็นจริงอย่างมหาศาล
การยอมรับ fallibility ของเรา และเข้าใจ reflexivity คือกุญแจสำคัญในการสร้างระบบการเงินที่มั่นคงกว่าในอนาคต 
ไม่ใช่การปล่อยให้ตลาด “เสรี” อย่างไม่จำกัด หรือพึ่งพาแบบจำลองคณิตศาสตร์ที่สมมติว่าผู้คนมีเหตุผลสมบูรณ์แบบ
นี่คือ paradigm ใหม่ที่ Soros เสนอนี้ — ไม่ใช่แค่สำหรับตลาด แต่สำหรับการเข้าใจสังคมและประวัติศาสตร์ทั้งหมด
ในปี 2026 ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ **AI Boom** (หรือที่หลายคนเรียกกันว่า AI Bubble)
ความเชื่อ (perception): ทุกคนเชื่อว่า AI จะเปลี่ยนโลก — มันคือ “น้ำมันใหม่” ของเศรษฐกิจ จะนำไปสู่ AGI (ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป) และกำไรมหาศาล
การกระทำของ Big Tech (Nvidia, Microsoft, Amazon, Google, Meta):
ทุ่มทุน Capex มหาศาลหลายแสนล้านดอลลาร์ สร้าง data center, ซื้อชิป, สร้างโครงสร้างพื้นฐาน
ผลกระทบย้อนกลับ (feedback): 
การลงทุนจริงทำให้ AI เก่งขึ้นจริง → ผลประกอบการบริษัทดีขึ้น → ราคาหุ้นพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ → ความเชื่อยิ่งแข็งแกร่งขึ้น → ทุ่มทุนเพิ่มอีก
นี่คือ self-reinforcing loop แบบคลาสสิกของ reflexivity ที่เคยอธิบายไว้ใน super-bubble ของปี 2008 แต่คราวนี้ใหญ่กว่าและเร็วกว่า
มุมมองใหม่ล่าสุด (ข้อมูลปี 2025–2026)
นักวิเคราะห์หลายคน (รวมถึงบทความใน Financial Times เดือนมกราคม 2026) ยก AI Boom ขึ้นมาเป็น “textbook case” ของ reflexivity
เหมือน dot-com bubble ในยุค 90s หรือ housing bubble ปี 2000s แต่คราวนี้มี scale ที่ใหญ่โตและเร็วมาก
กองทุน Soros Fund Management ยังคงใช้หลัก reflexivity นี้ในการลงทุน — เราถือหุ้น AI บางตัวอยู่ (เช่น Broadcom, Tesla และอื่น ๆ) เพราะเราเห็นโอกาสใน loop นี้ 
แต่เราก็รู้ดีว่าวงจรนี้ **สุดท้ายจะกลายเป็น self-defeating** 
เมื่อความจริงถูกบิดเบือนเกินไป (over-investment, ต้นทุนพุ่ง, inflation จากพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน, หรือเมื่อความคาดหวังสูงเกินกว่าที่เทคโนโลยีจะส่งมอบได้จริง)
เชื่อมโยงกับ Macro Events เดือน May 2026
ข้อมูลที่ตลาดกำลังจับตาอยู่ (NFP, CPI, PPI) ล้วนถูก reflexivity ครอบงำทั้งสิ้น:
ความเชื่อว่า “AI จะทำให้ productivity พุ่ง” → ช่วยให้ Fed คาดหวัง soft landing → bond yield ต่ำ → หุ้น AI พุ่ง
แต่ถ้า CPI ยัง sticky เพราะต้นทุน Capex AI สูง → Fed อาจ hawkish ขึ้น → loop เริ่มสั่นคลอน
นี่คือสิ่งที่ market fundamentalism (ความเชื่อเก่า) ไม่เคยคาดคิด — 
ตลาดไม่ได้มุ่งสู่ equilibrium แต่เป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจผิด (fallibility) ของมนุษย์

สรุป:
Reflexivity ไม่ใช่แค่ทฤษฎีเก่า มันคือ “human uncertainty principle” ที่อธิบายโลกจริงได้ดีที่สุดในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็น AI boom, geopolitics, 
หรือนโยบายการเงินของ Fed ทุกอย่างล้วนเป็น feedback loop ที่ผู้เข้าร่วมในตลาดล้วนสร้างขึ้นเอง <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/17.0.2/72x72/1f680.png" alt="🚀" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />
ใครอ่านมาถึงตรงนี้เก่งมาก

Cr. FB Khun Taranat Chokkemaporn]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แนวคิดหลักของหนังสือ “The New Paradigm for Financial Markets” (2008)</strong><br />
ฉบับย่อยให้แล้ว (อ่าน4นาที)</p>
<p>Soros บอกว่าเรากำลังเผชิญวิกฤตการเงินที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1930s วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่ “อีกหนึ่งวิกฤต” ในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา<br />
แต่เป็นจุดจบของยุคสมัยหนึ่ง — ยุคของการขยายเครดิตอย่างมหาศาลที่อาศัยเงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรองของโลก<br />
แนวคิดเก่า ที่ครอบงำระบบการเงินโลกมานาน คือ ทฤษฎีสมดุล (equilibrium) ความเชื่อว่าตลาดการเงินมีแนวโน้มที่จะมุ่งสู่จุดสมดุลโดยธรรมชาติ<br />
ผู้เข้าร่วมตลาดมีข้อมูลสมบูรณ์ และราคาจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงเสมอ<br />
.</p>
<p>ความเชื่อนี้ (ซึ่ง Soros เรียกว่า market fundamentalism หรือ laissez-faire แบบสมัยใหม่) เป็นพื้นฐานของการปล่อยให้ตลาด “ทำอะไรก็ได้”<br />
และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความยุ่งเหยิงครั้งนี้<br />
แต่ Soros เสนอ paradigm ใหม่ — ทฤษฎี reflexivity (การสะท้อนกลับสองทาง) แล้ว Reflexivity คืออะไร?<br />
มนุษย์เราไม่ได้เป็นผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง เรามีสองหน้าที่ที่ทำงานพร้อมกันและรบกวนกัน:</p>
<p>1) Cognitive function — พยายามเข้าใจความจริง<br />
2) Manipulative function — พยายามเปลี่ยนแปลงความจริงให้เป็นไปตามที่ต้องการ</p>
<p>สองสิ่งนี้เชื่อมโยงกันแบบสองทาง (reflexive) ความคิดของเราส่งผลต่อความจริง และความจริงที่เปลี่ยนไปก็ส่งผลย้อนกลับมาที่ความคิดของเรา<br />
ทำให้เกิด ความไม่แน่นอน (indeterminacy) และ fallibility (ความผิดพลาดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้) ในสังคมและตลาด<br />
ในตลาดการเงิน ความเชื่อนี้ชัดเจนที่สุด:</p>
<p>ราคาไม่ได้สะท้อน “มูลค่าที่แท้จริง” แต่ราคาและความเชื่อของผู้เข้าร่วมตลาดต่างก็เปลี่ยนแปลงกันและกันไปมา<br />
กระบวนการ Boom-Bust แบบ Reflexive</p>
<p>ทุก bubble ประกอบด้วยสองส่วนที่เสริมกัน:<br />
แนวโน้ม (trend) — เช่น การขยายเครดิต<br />
ความเข้าใจผิด (misconception) — เช่น ความเชื่อว่าตลาดจะสมดุลเสมอ<br />
ตอนแรกมันเสริมกัน (self-reinforcing) ราคาขึ้น → ความเชื่อมั่นเพิ่ม → เครดิตขยายตัวมากขึ้น → ราคาขึ้นอีก<br />
แต่สุดท้ายมันกลายเป็น self-defeating เพราะความจริงถูกบิดเบือนเกินไปจนไม่ยั่งยืน<br />
.<br />
.<br />
Super-Bubble ของปี 2008<br />
วิกฤตบ้าน subprime ที่เราเห็นในปี 2007-2008 ไม่ใช่แค่ bubble ธรรมดา แต่เป็นจุดแตกหักของ super-bubble ที่ยาวนานกว่า 25 ปี<br />
แนวโน้มหลัก: การขยายเครดิตอย่างไม่เคยมีมาก่อน (บ้านราคาพุ่ง, securitization, CDO, CDS, leverage สูงลิ่ว)<br />
ความเข้าใจผิดหลัก: Market fundamentalism — เชื่อว่าตลาดสามารถกำกับตัวเองได้ หน่วยงานกำกับดูแลถอยออกไป และนวัตกรรมการเงินใหม่ ๆ<br />
ถูกมองว่า “ลดความเสี่ยง” ได้ (ซึ่งจริง ๆ แล้วมันแพร่กระจายความเสี่ยงไปยังผู้ที่ไม่เข้าใจ)<br />
วิกฤตก่อน ๆ (1987, 1998, 2000) กลับยิ่งเสริมความเชื่อผิดนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น (successful tests) จนกระทั่ง super-bubble นี้ถึงจุดที่ไม่ยั่งยืนอีกต่อไป<br />
.<br />
.<br />
สรุป<br />
ตลาดการเงินไม่ได้มุ่งสู่สมดุลตามธรรมชาติ มันเป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดของมนุษย์ ซึ่งมีผลต่อความเป็นจริงอย่างมหาศาล<br />
การยอมรับ fallibility ของเรา และเข้าใจ reflexivity คือกุญแจสำคัญในการสร้างระบบการเงินที่มั่นคงกว่าในอนาคต<br />
ไม่ใช่การปล่อยให้ตลาด “เสรี” อย่างไม่จำกัด หรือพึ่งพาแบบจำลองคณิตศาสตร์ที่สมมติว่าผู้คนมีเหตุผลสมบูรณ์แบบ<br />
นี่คือ paradigm ใหม่ที่ Soros เสนอนี้ — ไม่ใช่แค่สำหรับตลาด แต่สำหรับการเข้าใจสังคมและประวัติศาสตร์ทั้งหมด<br />
ในปี 2026 ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ **AI Boom** (หรือที่หลายคนเรียกกันว่า AI Bubble)<br />
ความเชื่อ (perception): ทุกคนเชื่อว่า AI จะเปลี่ยนโลก — มันคือ “น้ำมันใหม่” ของเศรษฐกิจ จะนำไปสู่ AGI (ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป) และกำไรมหาศาล<br />
การกระทำของ Big Tech (Nvidia, Microsoft, Amazon, Google, Meta):<br />
ทุ่มทุน Capex มหาศาลหลายแสนล้านดอลลาร์ สร้าง data center, ซื้อชิป, สร้างโครงสร้างพื้นฐาน<br />
ผลกระทบย้อนกลับ (feedback):<br />
การลงทุนจริงทำให้ AI เก่งขึ้นจริง → ผลประกอบการบริษัทดีขึ้น → ราคาหุ้นพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ → ความเชื่อยิ่งแข็งแกร่งขึ้น → ทุ่มทุนเพิ่มอีก<br />
นี่คือ self-reinforcing loop แบบคลาสสิกของ reflexivity ที่เคยอธิบายไว้ใน super-bubble ของปี 2008 แต่คราวนี้ใหญ่กว่าและเร็วกว่า<br />
มุมมองใหม่ล่าสุด (ข้อมูลปี 2025–2026)<br />
นักวิเคราะห์หลายคน (รวมถึงบทความใน Financial Times เดือนมกราคม 2026) ยก AI Boom ขึ้นมาเป็น “textbook case” ของ reflexivity<br />
เหมือน dot-com bubble ในยุค 90s หรือ housing bubble ปี 2000s แต่คราวนี้มี scale ที่ใหญ่โตและเร็วมาก<br />
กองทุน Soros Fund Management ยังคงใช้หลัก reflexivity นี้ในการลงทุน — เราถือหุ้น AI บางตัวอยู่ (เช่น Broadcom, Tesla และอื่น ๆ) เพราะเราเห็นโอกาสใน loop นี้<br />
แต่เราก็รู้ดีว่าวงจรนี้ **สุดท้ายจะกลายเป็น self-defeating**<br />
เมื่อความจริงถูกบิดเบือนเกินไป (over-investment, ต้นทุนพุ่ง, inflation จากพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน, หรือเมื่อความคาดหวังสูงเกินกว่าที่เทคโนโลยีจะส่งมอบได้จริง)<br />
เชื่อมโยงกับ Macro Events เดือน May 2026<br />
ข้อมูลที่ตลาดกำลังจับตาอยู่ (NFP, CPI, PPI) ล้วนถูก reflexivity ครอบงำทั้งสิ้น:<br />
ความเชื่อว่า “AI จะทำให้ productivity พุ่ง” → ช่วยให้ Fed คาดหวัง soft landing → bond yield ต่ำ → หุ้น AI พุ่ง<br />
แต่ถ้า CPI ยัง sticky เพราะต้นทุน Capex AI สูง → Fed อาจ hawkish ขึ้น → loop เริ่มสั่นคลอน<br />
นี่คือสิ่งที่ market fundamentalism (ความเชื่อเก่า) ไม่เคยคาดคิด —<br />
ตลาดไม่ได้มุ่งสู่ equilibrium แต่เป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจผิด (fallibility) ของมนุษย์</p>
<p>สรุป:<br />
Reflexivity ไม่ใช่แค่ทฤษฎีเก่า มันคือ “human uncertainty principle” ที่อธิบายโลกจริงได้ดีที่สุดในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็น AI boom, geopolitics,<br />
หรือนโยบายการเงินของ Fed ทุกอย่างล้วนเป็น feedback loop ที่ผู้เข้าร่วมในตลาดล้วนสร้างขึ้นเอง 🚀<br />
ใครอ่านมาถึงตรงนี้เก่งมาก</p>
<p>Cr. FB Khun Taranat Chokkemaporn</p>
]]></content:encoded>
		
			</item>
	</channel>
</rss>
